STUDY IN US

อเมริกาเป็นศูนย์กลางในหลาย ๆ ด้านของโลก ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ การค้า และการศึกษา อเมริกา จัด เป็นประเทศที่เหมาะแก่การศึกษาสำหรับนักเรียนต่างชาติประเทศหนึ่ง เนื่องจากมีทั้งเทคโนโลยีใหม่ๆ, อาจารย์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก, เนื้อหาการเรียนที่ทันสมัย และนักเรียนต่างชาติทั่วโลก ด้วยเหตุนี้ อเมริกา จึงเป็นประเทศที่นักเรียนต่างชาติต้องการจะไปศึกษาต่อและหาประสบการณ์ชีวิตใหม่ๆ จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจเลยว่า อเมริกา ถูกจัดเป็นประเทศที่มีนักเรียนต่างชาติมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก

ระดับปริญญาตรี (Undergraduate)

นักศึกษาที่สนใจจะเรียนต่อในระดับปริญญาตรี สามารถเลือกเรียนได้ 2 วิธีคือ การเรียนโดยผ่านวิทยาลัยชุมชน(Community College) ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีการเปิดสอนหลักสูตร 2 ปีแรกเป็นหลักสูตรเดียวกันกับหลักสูตร 4ปี ของมหาวิทยาลัยรัฐบาลและเอกชน นักศึกษาจะได้รับอนุปริญญา (Associate degree) นักศึกษาสามารถโอนย้ายหน่วยกิตเพื่อไปเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยอีก 2 ปีเพื่อศึกษาต่อจนจบในระดับปริญญาตรี

“เรียนในวิทยาลัยชุมชน 2 ปี + มหาวิทยาลัยอีก 2 ปี = ปริญญาตรี”

วิทยาลัยชุมชน เป็นสถาบันที่ได้การรับรองวิทยฐานะในระดับภูมิภาคที่มีคุณภาพสูง ค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการเรียนมหาวิทยาลัย 4 ปี มีสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเรียนโดยเป็นห้องเรียนขนาดเล็กช่วยให้ อาจารย์ดูแลนักศึกษาแต่ละคนได้อย่างทั่วถึง และมีบริการเสริมทักษะภาษาอังกฤษสำกรับนักเรียนต่างชาติ เพื่อเตรียมความพร้อม พัฒนาทักษะ และความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษอย่างมีประสิทธิภาพ

หรือ นักศึกษาสามารถเลือกเรียนต่อระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัย 4 ปี

ระดับปริญญาโท (Graduate)

ในปัจจุบัน มีบุคคลที่ได้รับวุฒิปริญญาตรีแล้วหลายคนต้องการทำการศึกษาต่อในระดับปริญญาโทเพื่อตำแหน่งในหน้าที่การงานที่ตนต้องการหรือไม่ก็เพื่อความก้าวหน้าในอาชีพการงานปัจจุบันของตนโดยทั่วไปแล้วหลักสูตรปริญญาโทจะใช้ระยะเวลาในการเรียน 1-2 ปีในการศึกษาระดับปริญญาโท และระบบการเรียนนั้นมีลักษณะคล้ายกับระบบการศึกษาของประเทศไทย การเรียนจะเป็นการเรียนแบบเก็บหน่วยกิต เมื่อนักศึกษาสามารถเรียนและเก็บหน่วยกิตได้ครบตามที่ทางมหาวิทยาลัยกำหนด นักศึกษาจึงจะสำเร็จการศึกษา มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกานั้นนักศึกษาจะต้องยื่นใบแสดงผลสอบภาษา IELTS or TOEFL อีกทั้งในบางคระหรือบางสาขาวิชา นักศึกษาจำเป็นจะต้องยื่นคะแนนสอบ GRE (graduate record examination) พร้อมกับใบสมัคร นักศึกษาต้องยื่นใบแสดงผลสอบตามที่สาขาวิชาที่นักศึกษาได้เลือกไว้กำหนด ตัวอย่างเช่น สาขาวิชากฎหมายต้องยื่นผลสอบ LSAT สาขาวิชาธุรกิจต้องยื่นผลสอบ GRE หรือ GMAT และสำหรับสาขาวิชาแพทย์ต้องยื่นผลสอบ MCAT หรือแม้แต่ทางด้านบริหารจัดการต้องยื่นผลสอบ GMAT เป็นต้น ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับ Requirement ของแต่ละมหาวิทยาลัย

ระดับปริญญาเอก (Doctorate Degree)

มหาวิทยาลัยหลายแห่งมองว่าการสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาโทนั้นเป็นก้าวแรกของการที่จะได้รับปริญญาเอกหรือ PhD (doctorate) แต่ในมหาวิทยาลัยบางแห่งนักศึกษาสามารถทำการศึกษาเพื่อได้รับปริญญาเอกได้โดยที่ไม่ต้องมีปริญญาโท นักศึกษาอาจใช้เวลาทำการศึกษาทั้งหมดประมาณสามปีหรือมากกว่านั้น และสำหรับนักศึกษาชาวต่างชาติอาจใช้เวลาประมาณห้าหรือหกปีในการสำเร็จการศึกษาในระดับนี้ ในช่วงสองปีแรก นักศึกษาปริญญาเอกจะทำการศึกษาในห้องเรียนและห้องสัมมนา และใช้เวลาอย่างน้อยอีกหนึ่งปีในการทำการวิจัยค้นคว้าและเขียนวิทยานิพนธ์หรือปริญญานิพนธ์ของตนเอง ซึ่งต้องประกอบด้วยมุมมอง การออกแบบ หรือการวิจัยค้นคว้าที่ไม่เคยมีการตีพิมพ์มาก่อน ปริญญานิพนธ์ประกอบด้วยบทสนทนาและบทสรุปของนักศึกษาตามหัวข้อเรื่องที่กำหนดไว้ให้ มหาวิทยาลัยในประเทศสหรัฐอเมริกาที่เปิดสอนหลักสูตรปริญญาเอกส่วนใหญ่จะตั้งกฎให้นักศึกษาต้องมีความรู้ในด้านการอ่านภาษาต่างประเทศได้ถึงสองภาษาด้วยกัน และนักศึกษาต้องออกไปใช้เวลาตามจำนวนเวลาที่กำหนดไว้ในสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับปริญญานิพนธ์นักศึกษาเขียน ทั้งนี้เพื่อให้ได้รับประสบการณ์และผ่านข้อทดสอบของหลักสูตรปริญญาเอก ผ่านการสัมภาษณ์เกี่ยวกับปริญญานิพนธ์ที่นักศึกษาได้เขียนไว้ และสุดท้ายได้รับวุฒิปริญญาเอก